ก า ร เ รี ย น รู้ จ า ก ก
ร ณี เ ด็ ก ห ญิ ง X
จากกรณีเด็กผู้หญิง ชื่อ
X อายุประมาณ 10 ปี ที่ทางโครงการได้รับเข้าบ้านพัก เนื่องจากพบว่าเด็กถูกพาลงดอยมาเพื่อมาฝากเรียนกับฝรั่งหรือกับทางกลุ่มอาสาพัฒนาเด็ก
และเด็กมีความเสี่ยงต่อการเข้าสู่การขายบริการทางเพศ ซึ่งพบว่าฝรั่งเคยถามซื้อบริการทางเพศกับเด็กด้วย
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับเด็กและคนที่พาเด็กมาแล้วจึงประสานกับบ้านพักฟื้นฟูเด็กที่อำเภอสันกำแพง
และส่งให้เด็กเข้าพักอาศัยในบ้านพัก
สภาพของเด็กเมื่อมาอยู่กับทางบ้านพักครั้งแรกจะไม่กล้าพูดและร้องไห้อยากกลับบ้าน
แต่ในขณะนั้นทางโครงการยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะส่งเด็กกลับบ้าน
เพราะไม่รู้ว่าเด็กถูกขายมาหรือเปล่าและหากส่งกลับเด็กอาจต้องถูกให้พากลับลงมาจากดอยอีกก็เป็นได้
เมื่อเด็กได้อยู่กับทางโครงการและได้ร่วมกิจกรรมเช่น การเรียนที่บ้านพัก
ทำงานประดิษฐ์ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กจนทำให้เด็กมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น
เด็กจึงกล้าพูดและมีท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น
ทางโครงการได้พูดคุยกับแม่เด็กคนหนึ่งซึ่งทราบว่าเป็นคนพาเด็กหญิง
X ลงมาจากดอย ซึ่งเข้ามาบอกกับเจ้าหน้าที่เราว่า แม่ของ X
จะฝากให้น้องมาเรียนด้วยอีก 2 คนจะรับไหม ทางโครงการฯ จึงได้พูดคุยสร้างความเข้าใจกับแม่เด็กคนนี้ว่า
ทางโครงการจะรับเด็กที่เร่ร่อน ไม่มีคนดูแลจริง ๆ แต่จะไม่รับเด็กที่อยู่บนดอยแล้วพาลงมาเรียนข้างล่าง
และได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกับคนนี้ จึงทราบความคิดของเขาจากการที่เขาได้พูดว่า
เด็ก ๆ ที่อยู่บนดอยจะเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ถ้ามาอยู่กับครูจะเรียนเก่ง
เพราะอยู่ใกล้ครู ครูก็ให้ความรู้ได้ดีทำให้เด็กเรียนเก่งกว่าอยู่บนดอย
ดังนั้นจะเห็นว่าที่เขาให้เด็กลงมาเป็นความคิด ความเชื่อว่า
เด็กที่เรียนในเมืองจะมีโอกาสดีกว่าบนดอย และยังได้พูดคุยถึงการค้าเด็กโดยถามตรง
ๆ ว่า ที่บนดอยมีการขายลูกไหม? ซึ่งได้รับคำตอบว่า "ไม่มีหรอก
เขารักลูกกันทั้งนั้น ไม่มีใครขายหรอก" และยังบอกอีกว่า ในหมู่บ้านเคยมีคนจากที่อื่นมาขอลูกไปเลี้ยงเขายังไม่ให้เลย
ดังนั้นทำให้ทางโครงการตัดสินใจจะพาเด็กกลับไปส่งที่บ้าน
และถามชื่อหมู่บ้านอะไรต่าง ๆ จากแม่ของเด็กคนนั้น อีกทั้งยังตั้งใจว่าจะเข้าไปดูสภาพของครอบครัว
และชุมชนแห่งนี้ว่าเป็นอย่างไร และมีสถานการณ์การค้าเด็กและหญิงอย่างไรหรือไม่
ถ้าหากมีโอกาสได้สร้างความเข้าใจกับครอบครัวหรือชุมชนด้วยก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก
เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านของเด็กในจังหวัดเชียงรายเราพบว่า
สภาพของหมู่บ้านเป็นเช่นเดียวกับบ้านชาวเขาโดยทั่วไป คือสร้างด้วยไม่ไผ่
หลังคามุงหญ้าคา เมื่อรถของเราแล่นเข้าไปในหมู่บ้านก็เป็นเป้าสายตาของคนในหมู่บ้าน
แต่เราก็ได้สื่อสารกับคนที่อยู่ร้านค้าตรงปากทางเข้าหมู่บ้านว่า
มาส่งเด็กกลับบ้าน ซึ่งก็ทำให้พวกเขายิ้มรับ
ภาพแรกที่เราเขาไปถึงบ้านของ X พบแม่และน้อง ๆ อีก 2 เดินเข้ามาหาและ
X เข้าไปกอดแม่ร้องไห้ นอกจากนี้พบว่ามีเพื่อนบ้านและเด็กประมาณ
10 คน เดินเข้ามาหาและคุยด้วย
สภาพของบ้านเด็กที่พบคือ เป็นบ้านสร้างด้วยไม่ใผ่ หลังคามุงด้วยหญ้าคาบ้างและพลาสติกบ้าง
ภายในบ้านก็เป็นห้อง ๆ เดียว มีที่แคร่ยกสูงประมาณ 1 ฟุต
และมีที่นอน อีกด้านหนึ่งมีเสื่อพลาสติกผืนเก่าผุพังปูไว้กับพื้น
และมีเตาไฟอยู่ข้าง ๆ ซึ่งเมื่อดูจากสภาพแล้วทำให้รู้ว่าค่อนข้างยากจนจริง
ๆ
ทางเราได้พูดคุยกับแม่ของเด็กเกี่ยวกับการรับเด็กของกลุ่มอาสาพัฒนาเด็กให้ฟังว่าจะรับกรณีที่เด็กออกมาเร่ร่อนและไม่มีคนดูแลจริง
ๆ ส่วนเด็กที่มีแม่หรือพ่อเราจะไม่ได้รับ เนื่องจากปัจจุบันมีเด็กที่บ้านพักมากอยู่แล้วและเงินก็ไม่มี
นอกจากนี้ได้ถามกับแม่ของเด็กว่าที่ฝากให้ X ไปกับแม่เด็กนั้นได้ให้เงินค่าฝากไปไหม
ซึ่งแม่เด็กบอกว่าไม่ได้ให้ เราได้พูดคุยถึงการที่เด็กเข้าไปในเมือง
ขายดอกไม้ ขอเงิน ซึ่งมีอันตรายหลายอย่าง และมีฝรั่งที่มาซื้อเด็กให้ไปนอนด้วย
ซึ่ง X ก็ได้บอกกับแม่ว่ามีฝรั่งถามจะให้ไปนอนด้วย แต่เขาไม่ไปแล้ววิ่งหนี
ทำให้เพื่อนบ้านที่มาฟังและแม่ X ได้มีความเข้าใจมากขึ้น
จากการเล่าข้อมูลของเพื่อนบ้านผู้หญิงคนหนึ่งที่สามารถพูดคุยภาษาไทยได้ดี
เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งนี้ว่า เป็นหมู่บ้านที่พึ่งมาอยู่กันใหม่
เมื่อประมาณปีที่แล้วนี่เอง เขาบอกว่าปีที่แล้วมีไม่ถึง10หลังคาเรือน
แต่พอปีนี้เกือบ 50 หลังคาเรือน คนจากที่อื่นเขาเข้ามาอยู่กัน
ตอนแรกที่ตนมาอยู่ที่นี่เพราะทราบจากคนรู้จักว่าบริษัทที่เขาปลูกมันฝรั่งใกล้
ๆ นี้จะจ้างให้ดูแลโดยจะให้ค่าจ้าง 200 บาท จึงพากันมา แต่พอมาถึงเขาก็ไม่จ้าง
เขาบอกว่าคนอ่าข่าดูแลผักไม่ดี จึงไปจ้างคนเมืองแทน ก็เลยมาแล้วไม่มีอะไรทำ
ที่ดินทำกินก็ไม่มี แห้งแล้ง น้ำกินก็ต้องเดินทางไกลไปตักมากิน
มาใช้ ซึ่งสภาพที่เราเห็นก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ จึงถามว่าแล้วคนในหมู่บ้านเขาเอาเงินมาจากไหน
บอกว่า จากการรับจ้าง ถ้าไม่มีคนมาจ้างก็ไม่มีเงิน
ข้อมูลอีกเรื่องที่เราทราบเกี่ยวกับหลักฐานเด็ก ซึ่งเพื่อนบ้านบอกว่า
มีแต่ครอบครัวของ X นี้เท่านั้นที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย เพราะหลังจากที่พ่อของเขาทิ้งไปแม่เขาก็ไม่รู้เรื่อง
ไม่ได้ไปแจ้งเกิด ทั้ง ๆ ที่เด็กเกิดในประเทศไทย แต่เมื่อถามแล้วพบว่าแม่คลอดในหมู่บ้าน
ไม่ได้คลอดในโรงพยาบาล ทำให้ไม่สามารถขอสัญชาติได้ และไปไหนก็ไม่ได้
เพราะไม่มีบัตร ส่วนคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็จะได้บัตรฟ้า บัตรเขียวขอบแดงกันหมดแล้ว
และเขายังบอกอีกว่า ทางอำเภอก็เข้ามาดูแล้ว และให้อยู่ที่นี่ได้
สภาพแวดล้อมทั่วไปที่เราสังเกตเห็นระหว่างเดินสำรวจหมู่บ้านแบบไม่เป็นทางการ
พบว่าที่ดินแห่งนี้ค่อนข้างแห้งแล้ง และชาวบ้านจะปลูกข้าวไร่กันรอบ
ๆ หมู่บ้าน บางบ้านก็จะปลูกงา โดยเด็กคนหนึ่งบอกว่าเอาไปขายลิตรละ
14 บาท นอกจากนี้พืชที่พบก็คือ น้ำเต้า ฝัก ส่วนพืชผักชนิดอื่นก็ไม่พบอะไร
จากการส่งเด็กหญิง X กลับบ้านทำให้เราได้เรียนรู้ว่าปัจจัยที่ทำให้เด็กออกมาได้แก่
สภาพครอบครัวแตกแยก พ่อแม่แยกทางกัน ความยากจน ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้
ไม่มีที่ทำกิน ไม่มีอาชีพ
ค่านิยมความเชื่อของคนในชุมชน ที่มองว่าเด็กที่เข้ามาเรียนและมาอยู่กับบ้านพักเด็กในเมืองจะเรียนเก่ง
และมีโอกาสดีกว่าเด็กที่อยู่บนดอย
คนที่นำพาเด็กลงมา เป็นคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานในเมืองมาก่อนแล้ว
และมีส่วนในการเข้าไปกระจายข้อมูลกับคนในหมู่บ้าน และอาจมีส่วนชักนำให้ครอบครัวอื่น
ๆ อพยพลงมาหาเลี้ยงชีพในเมืองเพิ่มมากขึ้น
การเข้าไปถึงชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจและป้องกันปัญหาในระดับชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ
ซึ่งจะทำอย่างไรให้มีการเชื่อมข้อมูลระหว่างชุมชนต้นทาง คือบนดอย
กับชุมชนปลายทาง คือเมือง ให้ได้เห็นถึงสภาพความเป็นจริง และปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
การสร้างเครือข่ายระหว่างองค์กรเดียวกันเองและระหว่างองค์กรกับองค์กร
เพื่อช่วยกันทำงานในการป้องกันและช่วยเหลือเด็กตามบทบาทของตนเอง
จะเป็นพลังสำคัญในการทำงานช่วยเหลือปกป้องเด็กให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น