

การพัฒนาประเทศไทยโดยเน้นระบบทุนนิยมเป็นกระแสหลักทำให้ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมากมาย โดยเฉพาะสถาบันครอบครัวที่เป็นสถาบันที่เล็กที่สุดย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครอบครัวต้องดิ้นรนแสวงหาปัจจัยในการดำรงชีวิตเพื่อให้อยู่รอดในสังคมและก้าวให้ทันกับระบบ บริโภค นิยมที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบตามไปด้วย การที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูกหรือการมีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาจนเกิดปัญหา หย่าร้าง ทำให้เด็กไม่ต้องการที่จะอยู่บ้าน จึงออกมาออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนในที่สุด มีการคาดประมาณว่าในประเทศไทยมีเด็กเร่ร่อนจำนวนมากกว่า 30,000 คน
จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของประเทศได้ถูกกระแสทุนนิยมตามระบบของประเทศ โดยเฉพาะการถูกวางให้เป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่จึงเป็นปัจจัยดึงดูดผู้คนต่างถิ่นให้อพยพเคลื่อนย้าย เข้ามารวมถึงเด็กเร่ร่อน นอกจากนี้กลุ่มชนเผ่าที่อาศัยบนภูเขาหรือตะเข็บชายแดนก็เป็นอีกกลุ่มที่เข้ามาสู่การหารายได้ในเมือง เช่นกัน โดยเฉพาะการให้เด็กเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการหารายได้ เช่น จากการขอทาน ขายดอกไม้ ขายสินค้าต่าง ๆ กับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งพบได้ตามท้องถนนยามค่ำคืน
เยาวชนที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนเป็นกลุ่มที่ขาดทางเลือก ขาดการศึกษา บางกลุ่มไม่มีสัญชาติและมีเด็กจำนวนมากต้องถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากผู้ใหญ่และเพื่อนรุ่นพี่ จนกระทั่งเข้าสู่กระบวนการขายบริการทางเพศเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตนเอง และเยาวชนเร่ร่อนยังมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ การใช้ยาเสพติด ดื่มเหล้า ดูดยาบ้า ดมกาวแล้วมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เยาวชนยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเพศศึกษาและโรคเอดส์ ขาดทักษะชีวิตในการคิดวิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง ตัดสินใจที่เหมาะสม การปฏิเสธต่อรอง การตระหนักต่อคุณค่าของตนเอง รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ เช่น บาร์เหล้าเบียร์ สถานเริงรมย์ กลุ่มเพื่อนที่ใช้ยาเสพติด สาเหตุเหล่านี้จึงทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV/AIDS นอกจากนี้ยังพบว่าเยาวชนเร่ร่อนบางคนได้รับเชื้อ HIV แล้ว แต่ไม่ยอมรับตัวเอง ยังคงมีการขายบริการทางเพศและมีเพศสัมพันธ์กับเยาวชนกลุ่มอื่น ๆ เช่น นักเรียน นักศึกษาและไม่ใช้ถุงยางอนามัย เพราะขาดความตระหนักหรือมีทัศนคติด้านลบที่อยากแพร่เชื้อ ไม่สนใจผู้อื่น
ในกลุ่มเด็กชาวเขาเผ่าอาข่าที่เป็นเด็กเร่ร่อนขายดอกไม้และขอทาน ก็มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV/AIDS เช่นกัน เพราะจากข้อมูลโครงการ Rights to know ซึ่งเป็นโครงการที่ให้เยาวชนมีสิทธิในการเรียนรู้เรื่องเพศและเอดส์ที่ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นว่าเด็กส่วนใหญ่ยังมีความรู้เรื่องเอดส์น้อยมาก และขาดการป้องกันจากการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากทั้งเพศชายและหญิงยังมีทัศนะต่อถุงยางที่ผิด ๆ โดยผู้ชายจะมองว่าคนพกถุงยางอนามัยเป็นโรคจิต หรือไม่อยากใช้ถุงยางเพราะไม่เป็นธรรมชาติ หรือผู้หญิงจะอายมากที่จะพูดเรื่องเพศกับผู้ชายและสัมผัสถุงยางอนามัย แต่ในขณะที่พวกเขาเริ่มมีเพศสัมพันธ์กับเด็กผู้ชายในกลุ่มเพื่อนและให้บริการทางเพศ ผู้ชายยังมีพฤติกรรมไปซื้อบริการทางเพศอีกด้วย จึงเป็นความเสี่ยงสูงต่อโรคเอดส์ และในด้านวิธีการสื่อสารของกลุ่มนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการเขียนและอ่าน
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|