สัญชาติเป็นสิ่งบ่งบอกถึงสถานะความเป็นคน ว่ามาจากชาติใด และการมีสิทธิความเป็นพลเมืองของประเทศนั้น ๆ แต่มีเด็กที่เกิดในประเทศไทยเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับสัญชาติไทย เท่ากับการไม่มีตัวตน ไม่มีสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้นบนผืนแผ่นดินนี้หรือแผ่นดินไหน ซึ่งต่อไปนี้จะกล่าวถึงผลกระทบที่ตามมาต่อตัวเด็กที่ไร้สัญชาติ โดยจะขอยกกรณีเด็กชาวเขาเร่ร่อนขายดอกไม้มาเล่าสู่กันฟัง
เด็กชาวเขาที่ขายดอกไม้ในเมืองหลายสิบชีวิต พวกเขาไม่มีหลักฐานการเกิด ต้องอพยพเคลื่อนย้ายจากบนดอยสูงตามแม่หรือพ่อเข้ามาหาเลี้ยงชีพในเมืองใหญ่ ในเวลากลางคืนพวกเขาต้องออกเดินขายดอกไม้ตามย่านบาร์เบียร์ ถนนลอยเคราะห์ ไนท์บาร์ซ่าร์ ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตีสอง ตีสาม พวกเขาหลายคนที่เข้าไปขายดอกไม้ในบาร์ที่มืดสลัว บ่อยครั้งจะถูกลวนลาม กอดจับจากนักเที่ยวชาวต่างชาติที่นั่งดื่มเหล้าเบียร์ บางคนถูกชวนให้ไปนอนด้วย เด็ก ๆ ไม่เคยรู้ ไม่เคยคิดว่าพวกเขามีสิทธิอะไรบ้างที่จะใช้ปกป้องตัวเอง พวกเขามักคิดว่าคนที่ให้เงินกับเขาคือคนดี ไม่มีอันตราย
การไม่ได้รับสัญชาติจะส่งผลกระทบอะไรต่อเด็กบ้าง... ที่ชัดเจนมากคือเรื่องสิทธิ ตั้งแต่ขาดสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาล 30 บาท เนื่องจากโรงพยาบาลในปัจจุบันเข้าสู่ระบบ ทำให้เด็กที่ขาดหลักแหล่งที่มาจึงไม่สามารถขอความอนุเคราะห์ได้อีก จึงต้องเสียค่ารักษาเต็มอัตรา หลายคนจึงไม่กล้าไปโรงพยาบาล และใช้วิธีการซื้อยาตามร้านขายยามากินแทน หรือไม่ก็รักษาตามความเชื่อของชนเผ่าของตนเอง เช่น ดึงหน้าผากเมื่อมีอาการไข้ ปวดหัว เป็นต้น นอกจากนี้พวกเขาไม่ได้รับสิทธิที่จะได้รับการศึกษาและวุฒิการศึกษา ทั้งที่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่จะให้เด็กทุกคนในผืนแผ่นดินไทยได้รับการศึกษา แต่ในแง่ความเป็นจริงของสังคมก็มีโรงเรียนจำนวนมากยังปฏิเสธที่จะรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานให้ได้เข้าเรียน แต่เด็กบางคนเมื่อมีโอกาสอันน้อยนิดได้เข้าเรียนหนังสือภาคบังคับแล้ว แต่เมื่อจบออกมากลับหางานทำไม่ได้เพราะไม่มีใครรับ และทางออกของเด็ก ๆ เหล่านี้คือการกลับมาใช้ชีวิตเร่ร่อน ขายบริการทางเพศ เพราะพวกเขาไม่รู้จะหาเงินเลี้ยงชีพโดยวิธีอื่น
จากการทำงานกับเด็กเร่ร่อนในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ากลุ่มเด็กที่ไร้สัญชาติแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ดังนี้
1. เด็กเร่ร่อนที่ติดตามหาพ่อแม่ไม่ได้ พลัดพรากจากพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ๆ เด็กจำความไม่ได้ว่าตนเองมาจากไหน บางรายพ่อแม่อพยพเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ทำให้ติดตามหาพ่อแม่ไม่ได้ จึงไม่สามารถติดตามหาหลักฐานใดๆ ได้เลย เช่น
กรณีเด็กชายเอ อายุ 15 ปี พ่อแม่เป็นชาวเขาเผ่ามูเซอ เด็กเร่ร่อนขอทานอยู่ที่อำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ โดยเมื่อประมาณปี 2543 ทางศูนย์ประสานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กด้อยโอกาสทางสังคม อำเภอฝาง ส่งเด็กกลับบ้านทที่อำเภอฝาง แต่ไม่พบกลับพ่อแม่ของเด็กทราบว่าย้ายออกไปแล้ว จึงทำให้โครงการได้ส่งเด็กชายเอมาอยู่ในความดูแลกับทางกลุ่มอาสาพัฒนาเด็ก ซึ่งทางกลุ่มได้พยายามพาเด็กกลับไปติดตามหาครอบครัวเด็กถึง 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถติดตามหาได้ จึงทำให้เด็กเป็นบุคคลตกหล่น ไม่มีเอกสารรับรองใด ๆ ทั้งสิ้น หรือ กรณีเด็กชายจร อายุ 11 ปี พ่อถูกจับกรณีฆ่าคนตายติดคุกบางขวาง แม่ติดยาเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ทำให้เด็กเร่ร่อนกับแม่ จากนั้นเด็กไปก่อคดีลักทรัพย์ ทำให้ถูกส่งตัวเข้าสถานฝึกอบรมที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากถูกปล่อยตัวได้เข้าสู่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านเชียงใหม่ แต่เด็กได้หนีออกมาเร่ร่อนย่านประตูท่าแพกับเพื่อน ซึ่งจากการติดตามกับสถานฝึกอบรมทราบว่าเด็กไม่มีเอกสารใด ๆ เลย เพราะติดตามหาครอบครัวไม่ได้
2. เด็กเร่ร่อนที่เป็นชาวเขา ไม่ได้แจ้งเกิด หรือบางรายมีเอกสารรับรองการเกิด แต่พ่อแม่ติดคุกทำให้ไม่มีใครสามารถรับรองเด็กได้ และพ่อแม่เด็กไม่มีเอกสารใด ๆ ติดตัวขณะติดคุกอยู่ บางรายติดคุก 5 ปี หรือมากสุด 20 ปี ทำให้เด็กต้องเติบโตขึ้นมาโดยไม่ได้รับสัญชาติ เช่น กรณีเด็กหญิงบูหมี่(นามสมมุติ) อายุ 12 ปี แม่ของเธอติดคุกข้อหายาเสพติดตั้งแต่เธออายุได้ 8 ปี ระหว่างที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนขายดอกไม้กับพ่อ เธอถูกพ่อแท้ ๆ ล่วงละเมิดทางเพศ จนกระทั่งเข้ามาอยู่ในความช่วยเหลือของกลุ่มอาสาพัฒนาเด็ก ปัจจุบันเด็กเรียนหนังสือ ชั้นประถมปีที่ 5 เด็กมีเอกสารเฉพาะรับรองการเกิด ซึ่งระบุว่า สัญชาติไทย แต่ปัจจุบันแม่ยังคงติดคุกประมาณ 20 ปี ส่วนพ่อหายไปนานแล้ว (ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด) จึงทำให้ไม่สามารถพาเด็กไปติดตามหลักฐานอื่นได้
3. เด็กเร่ร่อนชาวเขาที่อพยพมาจากตะเข็บชายแดนประเทศพม่า ทางอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวเขาเผ่าอาข่าที่ไม่ได้สัญชาติใด ๆ ทั้งสิ้น บางรายเด็กเร่ร่อนมาลำพังกับเพื่อน บางรายเร่ร่อนมากับครอบครัว เพื่อมาขอทาน ขายดอกไม้ และเด็กส่วนใหญ่เสี่ยงต่อการแสวงหาประโยชน์ทางเพศและการถูกค้า ในบางช่วงที่พ่อแม่ถูกจับคดียาเสพติดหรือต่างด้าว เด็กจะพลัดพรากจากครอบครัวและเร่ร่อนตามลำพัง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากต่อการถูกหลอก แสวงหาประโยชน์จากคนรอบข้าง
การใช้ชีวิตของเด็กกลุ่มนี้ เมื่ออายุน้อย ๆ เด็กจะถูกพ่อแม่ใช้เป็นเครื่องมือในการขอทาน ขายดอกไม้ เพื่อหาเงินให้กับพ่อแม่ โดยเด็กจะไม่ได้รับการศึกษาใด ๆ ถึงแม้จะมีองค์กรเอกชนหลายองค์กรได้พยายามสนับสนุนให้เด็กได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียน แต่เด็กก็ไม่ได้เรียนเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะกลางคืนต้องทำงาน เมื่อเด็กเริ่มเติบโตสู่วัยรุ่นประมาณ 12ปีขึ้นไป เด็กจะถูกแนะนำและชักชวนจากกลุ่มเพื่อนให้เข้าสู่การขายบริการทางเพศกับชาวต่างชาติ (ทั้งเพศชายและหญิง)
ตารางแสดงจำนวนเด็กเร่ร่อนที่มีสัญชาติไทยและไร้สัญชาติ ตั้งแต่ปี 2544-2547 ที่กลุ่มอาสาพัฒนาเด็กได้พบปะให้ความช่วยเหลือ
|
สัญชาติ |
เพศ |
ช่วงอายุ |
ไทย |
ไร้สัญชาติ |
ชาย |
หญิง |
3-12 ปี |
5 |
37 |
28 |
14 |
13-18 ปี |
52 |
45 |
66 |
31 |
19-25 ปี |
75 |
5 |
59 |
21 |
รวม |
132 |
87 |
153 |
66 |
รวมทั้งหมด |
219 คน |
|
219 คน |
|
ปัญหาของเด็กเร่ร่อนที่ไร้สัญชาติ
ไม่ได้รับสิทธิใด ๆ จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น บัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ฝึกอาชีพ การศึกษา รับเข้าอาศัยในบ้านพัก
ไม่ได้รับการศึกษา เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่ต้องการรับเด็กที่มีหลักฐานเท่านั้น เช่น บางโรงเรียนอ้างว่าเด็กเต็มแล้ว
ขาดความภาคภูมิใจ และท้อแท้ ถึงแม้ว่าเด็กส่วนใหญ่คิดว่าตนเองเป็นคนไทยแต่ก็รู้สึกน้อยใจที่ไม่มีบัตรเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่เด็กที่ได้รับการช่วยเหลือให้มีการศึกษาแล้ว จำนวนมากมักสะท้อนมาบ่อยครั้งว่า เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าไม่มีบัตร ยังไงก็หางานทำไม่ได้
เสี่ยงสูงต่อการถูกค้า ถูกหลอก และถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา และสูญเสียความรู้สึกความเป็นคน ทำให้เด็กใช้ชีวิตหมดไปวัน ๆ อย่างไร้คุณค่าและง่ายต่อการชักนำไปในทางที่เสี่ยง
หลายหน่วยงานไม่ให้การช่วยเหลือเพราะมองว่าเป็นต่างด้าว กลัวความผิดที่จะรับเด็กให้อยู่ในความดูแลหรือช่วยเหลือ ทั้งที่เด็กเร่ร่อนกลุ่มนี้เป็นเด็กที่เสี่ยงสูงและควรที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล
รัฐบาลควรให้มีการสำรวจเด็กเร่ร่อนที่ไม่ได้รับสัญชาติ โดยร่วมมือกับองค์กรพัฒนาภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดทำระเบียนประวัติ เพื่อนำไปสู่การให้เอกสารใด ๆ กับเด็ก เพื่อให้เด็กมีตัวตนในสังคม และพร้อมที่จะได้รับการพัฒนา เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศ
รัฐบาลควรสนับสนุนองค์กรเอกชนที่ดำเนินงานช่วยเหลือ ปกป้องคุ้มครองเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจัง และไม่ถือว่าองค์กรที่รับเด็กที่ไม่มีสัญชาติเข้ามาอยู่ในความดูแลนั้นมีความผิด
รัฐบาลควรสนับสนุนด้านการศึกษากับเด็กที่ไม่มีสัญชาติทุกคนทั้งในระบบและนอกระบบ โดยให้องค์กรชุมชนสามารถจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนที่รับเด็กกลุ่มดังกล่าวเข้าศึกษา ซึ่งอาจจัดเป็นงบประมาณสำหรับเด็กกลุ่มพิเศษ
รัฐบาลควรจัดบริการด้านสุขภาพฟรี ให้กับกลุ่มเด็กเร่ร่อนทั้งมีสัญชาติไทยและไร้สัญชาติอย่างเท่าเทียมกันตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก