หน้า --1--2
1
ความเป็นมาของโครงการมิตรข้างถนน

 

 

เบื้องหลังของการเกิดองค์กรโครงการมิตรข้างถนน ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเด็กเร่ร่อน ซึ่งค้นพบปัญหาจากกลุ่มอาสาพัฒนาเด็กอันมีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ จุดวิกฤตของปัญหาก็คือเด็กเร่ร่อนจากตะเข็บชายแดนไทย - พม่าด้านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อเข้ามาเขตไทยแล้ว ถ้าสามารถข้ามเขตจากจังหวัดเชียงรายมาสู่เชียงใหม่ ก็จะมีบริบททางสังคมที่ผลักดันให้เด็กเข้าสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพกายและคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง เช่น การเข้าสู่การขายบริการทางเพศทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย ทำให้ได้รับเชื้อที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ HIV การเสพย์และการค้ายาเสพติด ฯลฯ ดังนั้นทางกลุ่มอาสาพัฒนาเด็กจึงได้สร้างแนวทางการป้องกันปัญหาดังกล่าวโดยเข้าไปยับยั้งการออกจากพื้นที่อันเป็นต้นทางของการเร่ร่อน ของเด็กเขตอำเภอแม่สาย จนได้เกิดมีการพัฒนาโครงการมิตรข้างถนนขึ้นมา และมีพื้นที่ดำเนินการอยู่ในเขตแม่สาย จังหวัดเชียงราย

เป้าหมาย : พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเร่ร่อนและป้องกันเด็กจากการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

กลุ่มเป้าหมาย : เด็กเร่ร่อนบริเวณตะเข็บชายแดนอำเภอแม่สาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไร้สัญชาติ ติดยาเสพติด มีความเสี่ยงต่อการถูกค้า ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และถูกกระทำรุนแรง ถูกใช้เป็นเครื่องมือขอทาน

ผู้ประสานงาน : นางสาวนุชนารถ บุญคง (ครูน้ำ)

แหล่งงบประมาณ : มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT) ชมรมกรุณาประเทศญี่ปุ่น

   
   
 
 
กิจกรรมโครงการ

• การช่วยเหลือและพัฒนาเด็กโดยตรง

•  บ้านพักฟื้นฟูสำหรับเด็กเร่ร่อน

ตั้งแต่เริ่มโครงการ ทางบ้านพักได้มีการพัฒนาเด็กในด้านร่างกาย จิตใจ โดยด้านร่างกายได้เน้นให้บริการตรวจสุขภาพเด็กโดยเจ้าหน้าที่บ้านพักจะตรวจสุขภาพเด็กพร้อมทั้งให้คำแนะนำไปด้วยทุกวัน ในช่วงกลางคืน ปัญหาสุขภาพที่พบคือ ไข้หวัด เป็นแผลที่เท้า(เด็กไม่ชอบสวมรองเท้า) โรคหิด(ติดจากสุนัข) เหา ฟันผุ ฉี่รดที่นอน ซึ่งจะมีอาสาสมัครที่สามารถสื่อสารภาษาอาข่าได้ช่วยพูดคุยกับเด็ก และมีเด็กที่ได้เรียนหนังสือสามารถช่วยในการตรวจสุขภาพและทำแผลให้กับเพื่อนและรุ่นน้อง เด็กกลุ่มนี้จึงมีความรู้ในการใช้ยาแต่ละชนิดเพิ่มมากขึ้น และสามารถช่วยจดบันทึกน้ำหนักตัว ส่วนสูงได้

หากพบว่าเด็กต้องได้รับการรักษาพยาบาลต่อเนื่องจะประสานส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลของรัฐ หรือกรณีที่ติดยาเสพติดจะส่งเข้าบำบัดยาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาพยาบาลฟรีแต่ก็มีบางรายที่ทางโครงการต้องช่วยจ่ายให้เด็กครึ่งหนึ่ง

ในบ้านพักยังมีกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพขั้นพื้นฐานให้กับเด็ก ๆ คือ การทำสร้อยข้อมือจากลูกปัดทำถุงผ้า โดยจะนำสินค้าที่เด็กทำจำหน่ายให้กับชาวญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนโครงการ

ผลการดำเนินงานพบว่าเด็กที่เข้ามาอยู่ในบ้านพักมีพัฒนาการด้านร่างกายดีขึ้น เช่น ด้านน้ำหนักของเด็ก ส่วนใหญ่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิม เด็กมีการดูแลร่างกายของตนเองดีขึ้น เช่น อาบน้ำ สระผม ความสะอาดของเสื้อผ้า นอกจากนี้เด็กมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การรู้จักเลือกใช้ยาเพื่อทำแผล ส่วนในด้านจิตใจนั้นก่อนที่เด็กจะเข้าบ้านพักพบว่าเด็กส่วนใหญ่มีลักษณะซึมเศร้า แววตาหวาดกลัว ไม่มีความสนุกสนาน ไม่กล้าพูดคุย แต่หลังจากเข้ารับการพัฒนาในบ้านพัก เด็กเริ่มสดใสขึ้น หัวเราะ สนุกสนาน รู้จักการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน นอกจากนี้มีพัฒนาการในด้านภาษา คือ พูดและฟังภาษาไทยได้ดีขึ้น

•  การส่งเสริมโอกาสทางด้านการศึกษาในระบบและนอกระบบ

เด็กที่ทางโครงการได้สนับสนุนให้เรียนในระบบโรงเรียนทั้งหมดเป็นเด็กที่พักอาศัยในบ้านพัก ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของเด็ก โดยโครงการได้ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนในชุมชน คือ โรงเรียนป่ายาง ซึ่งเด็กเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมปีที่ 6

ผลที่เกิดขึ้นคือทางโรงเรียนมีความเข้าใจและยอมรับเด็กของโครงการ(ซึ่งไม่มีหลักฐาน) ให้เข้าเรียนเป็นอย่างดีและหาแนวทางที่จะสนับสนุนด้านอาหารกลางวันสำหรับเด็ก โดยเด็กที่เรียนในระบบมีพัฒนาการทางด้านการเรียนและพฤติกรรม ที่ดีขึ้น ซึ่งแต่เดิมครูผู้สอนมีความกังวลเด็กจะสร้างปัญหาและไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเรียนได้ แต่หลังจากเด็กเข้าเรียนสามารถเรียนร่วมกับเด็กอื่นได้อย่างปรกติและครูมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อเด็กในทางที่ดีขึ้น เช่น ครูได้เข้ามาเยี่ยมเด็กที่บ้านพักเพื่อสร้างความรู้จักคุ้นเคย หรือครูได้สะท้อนว่า “ เด็กเราดีกว่าเด็กในโรงเรียนอีก เด็กเราขยัน ช่วยครูได้ เข้าแถวดี มีความพร้อม เด็กในชุมชนตัวใครตัวมัน ”

นอกจากนี้ ได้มีกิจกรรมการเรียนการสอนในพื้นที่และบ้านเพื่อนเด็กเป็นการเตรียมความพร้อม เน้นการสอนให้อ่านเขียน ฟัง อ่าน พูด ภาษาไทย คณิตศาสตร์เป็นหลักและการเรียนรู้กฎเกณฑ์ของสังคม เรียนเรื่องการเกษตร และในปัจจุบันทางโครงการได้พัฒนาระบบการเรียนในบ้านพักให้เป็นระบบมากขึ้นโดยใช้ทดลองใช้หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งพบว่าใช้ได้ผลดี ดูจากการประเมินผลการเรียนของเด็ก ส่วนใหญ่เด็กสอบผ่านเกณฑ์

 
                 

การพัฒนาด้านจิตใจ

  • กิจกรรมศิลปะและดนตรีบำบัด

โครงการได้ใช้ศิลปะและดนตรีเป็นเครื่องมือในการบำบัดทางด้านจิตใจของเด็กโดยกระบวนการดนตรีบำบัดจะฝึกให้เด็กได้ขับร้องบทเพลงที่มีเนื้อหา สะท้อน ถึงวิถีชีวิต ของพวกเขา และทางโครงการฯจะหาเวทีตามหน่วยงานต่าง ๆ ให้เด็กได้มีโอกาสได้แสดงออกซึ่งพบว่าเป็นการช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจให้กับกลุ่มเด็ก

ส่วนด้านศิลปะบำบัดจะมีพื้นฐานความคิดความเชื่อที่คล้ายคลึงกันกับดนตรีบำบัด คือเพื่อเป็นการฟื้นฟูจิตใจเด็ก ผู้จัดกิจกรรมจะต้องให้ความสำคัญกับการให้ความเอาใจใส่กับผลงานของเด็กและให้กำลังใจกับเด็กอยู่อย่างต่อเนื่องในขณะที่เด็กกำลังสร้างสรรค์ผลงาน จะต้องไม่ตัดสินว่า “ ภาพไหนสวย ภาพไหนไม่สวย ทุกภาพสวยทั้งหมด ” เจ้าหน้าที่ค้นพบว่า กลุ่มเด็กที่ผ่านกระบวนการศิลปะบำบัดจะมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่ดีขึ้น เช่น รู้สึกผ่อนคลาย มีความสงบและมั่นใจ มีความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ได้สังเกตเห็นว่าพัฒนาการด้านจิตใจที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นจากภาพที่เด็กวาดออกมาจะไม่ค่อยมีภาพที่มีเนื้อหาด้านลบ

นอกจากนี้กระบวนการศิลปะยังช่วยให้เด็กสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ได้โดยการวาดภาพเล่าเรื่องของพวกเขาประสบ ให้ได้ทราบเรื่องราวเบื้องหลังของเด็กอีกด้วย ตัวอย่างเช่น เด็กชายกาโละ มาเยอะ เขาวาดรูปเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของทหารพม่ากระทำทารุณกับชาวบ้านในฝั่งพม่า โดยการปล้นเงินของแม่เขาไป ซึ่งเป็นเงินจากการที่เขาต้องลักลอบข้ามฝั่งพม่ามายังไทยเพื่อมาขอเงิน เสี่ยงต่อการถูกทหารไทยจับ แต่พอเขาเอาเงินกลับบ้านไปให้แม่ แม่กลับถูกรังแก เขาไม่อยากอยู่พม่าแล้ว

ภาพวาดของเด็กชายอาข่อง มาเยอะ อายุ 8 ปี ทุกครั้งจะวาดรูปภาพอวัยวะเพศชายหญิง และบอกเล่าประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์กับน้องสาว หรือภาพวาดรูปเด็กผู้หญิงและผู้ชาย จูงมือกัน ไม่ใส่กางเกง

ซึ่งการได้ข้อมูลเหล่านี้ ทีมงานจะมีการวางแผนพูดคุยกับเด็กโดยพยายามปรับทัศนคติของเด็กในเรื่องการแสดงความรักที่ไม่ใช่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น

  หน้าถัดไป >>>
มูลนิธิอาสาพัฒนาเด็ก The Volunteer for Children Development Foundation
บ้านพักเด็ก 95/1 บ้านแม่ผาแหน หมู่ 6 ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 50130
Email - vgcd36@yahoo.com