การช่วยเหลือและพัฒนาเด็กโดยตรง
บ้านพักฟื้นฟูสำหรับเด็กเร่ร่อน
ตั้งแต่เริ่มโครงการ ทางบ้านพักได้มีการพัฒนาเด็กในด้านร่างกาย จิตใจ โดยด้านร่างกายได้เน้นให้บริการตรวจสุขภาพเด็กโดยเจ้าหน้าที่บ้านพักจะตรวจสุขภาพเด็กพร้อมทั้งให้คำแนะนำไปด้วยทุกวัน ในช่วงกลางคืน ปัญหาสุขภาพที่พบคือ ไข้หวัด เป็นแผลที่เท้า(เด็กไม่ชอบสวมรองเท้า) โรคหิด(ติดจากสุนัข) เหา ฟันผุ ฉี่รดที่นอน ซึ่งจะมีอาสาสมัครที่สามารถสื่อสารภาษาอาข่าได้ช่วยพูดคุยกับเด็ก และมีเด็กที่ได้เรียนหนังสือสามารถช่วยในการตรวจสุขภาพและทำแผลให้กับเพื่อนและรุ่นน้อง เด็กกลุ่มนี้จึงมีความรู้ในการใช้ยาแต่ละชนิดเพิ่มมากขึ้น และสามารถช่วยจดบันทึกน้ำหนักตัว ส่วนสูงได้
หากพบว่าเด็กต้องได้รับการรักษาพยาบาลต่อเนื่องจะประสานส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลของรัฐ หรือกรณีที่ติดยาเสพติดจะส่งเข้าบำบัดยาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาพยาบาลฟรีแต่ก็มีบางรายที่ทางโครงการต้องช่วยจ่ายให้เด็กครึ่งหนึ่ง
ในบ้านพักยังมีกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพขั้นพื้นฐานให้กับเด็ก ๆ คือ การทำสร้อยข้อมือจากลูกปัดทำถุงผ้า โดยจะนำสินค้าที่เด็กทำจำหน่ายให้กับชาวญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนโครงการ
ผลการดำเนินงานพบว่าเด็กที่เข้ามาอยู่ในบ้านพักมีพัฒนาการด้านร่างกายดีขึ้น เช่น ด้านน้ำหนักของเด็ก ส่วนใหญ่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิม เด็กมีการดูแลร่างกายของตนเองดีขึ้น เช่น อาบน้ำ สระผม ความสะอาดของเสื้อผ้า นอกจากนี้เด็กมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การรู้จักเลือกใช้ยาเพื่อทำแผล ส่วนในด้านจิตใจนั้นก่อนที่เด็กจะเข้าบ้านพักพบว่าเด็กส่วนใหญ่มีลักษณะซึมเศร้า แววตาหวาดกลัว ไม่มีความสนุกสนาน ไม่กล้าพูดคุย แต่หลังจากเข้ารับการพัฒนาในบ้านพัก เด็กเริ่มสดใสขึ้น หัวเราะ สนุกสนาน รู้จักการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน นอกจากนี้มีพัฒนาการในด้านภาษา คือ พูดและฟังภาษาไทยได้ดีขึ้น
การส่งเสริมโอกาสทางด้านการศึกษาในระบบและนอกระบบ
เด็กที่ทางโครงการได้สนับสนุนให้เรียนในระบบโรงเรียนทั้งหมดเป็นเด็กที่พักอาศัยในบ้านพัก ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของเด็ก โดยโครงการได้ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนในชุมชน คือ โรงเรียนป่ายาง ซึ่งเด็กเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมปีที่ 6
ผลที่เกิดขึ้นคือทางโรงเรียนมีความเข้าใจและยอมรับเด็กของโครงการ(ซึ่งไม่มีหลักฐาน) ให้เข้าเรียนเป็นอย่างดีและหาแนวทางที่จะสนับสนุนด้านอาหารกลางวันสำหรับเด็ก โดยเด็กที่เรียนในระบบมีพัฒนาการทางด้านการเรียนและพฤติกรรม ที่ดีขึ้น ซึ่งแต่เดิมครูผู้สอนมีความกังวลเด็กจะสร้างปัญหาและไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเรียนได้ แต่หลังจากเด็กเข้าเรียนสามารถเรียนร่วมกับเด็กอื่นได้อย่างปรกติและครูมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อเด็กในทางที่ดีขึ้น เช่น ครูได้เข้ามาเยี่ยมเด็กที่บ้านพักเพื่อสร้างความรู้จักคุ้นเคย หรือครูได้สะท้อนว่า เด็กเราดีกว่าเด็กในโรงเรียนอีก เด็กเราขยัน ช่วยครูได้ เข้าแถวดี มีความพร้อม เด็กในชุมชนตัวใครตัวมัน
นอกจากนี้ ได้มีกิจกรรมการเรียนการสอนในพื้นที่และบ้านเพื่อนเด็กเป็นการเตรียมความพร้อม เน้นการสอนให้อ่านเขียน ฟัง อ่าน พูด ภาษาไทย คณิตศาสตร์เป็นหลักและการเรียนรู้กฎเกณฑ์ของสังคม เรียนเรื่องการเกษตร และในปัจจุบันทางโครงการได้พัฒนาระบบการเรียนในบ้านพักให้เป็นระบบมากขึ้นโดยใช้ทดลองใช้หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งพบว่าใช้ได้ผลดี ดูจากการประเมินผลการเรียนของเด็ก ส่วนใหญ่เด็กสอบผ่านเกณฑ์